คาด! ส่งออกไทยปี 69 โตชะลอ 2-4% กังวล ภาษีสหรัฐ–บาทแข็ง-สินค้าจีนทะลัก
สรท. ประเมิน ส่งออกปี 69 ขยายตัวชะลอลงที่ 2-4% มูลค่า 3.4 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความเสี่ยง ภาษีสหรัฐ-ค่าเงินบาทแข็ง-สินค้าจีนทะลัก จี้! รัฐฯ ดูแลค่าเงิน เร่งเสริมขีดความสามารถแข่งขันของไทย
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีมูลค่า 27,445.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวที่ 7% ส่งผลให้ภาพรวม 11 เดือนแรกของปี 2568 การส่งออก มีมูลค่า 310,706 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 12% โดย สรท. เชื่อว่า การส่งออกทั้งปี 2568 จะเติบโตมากกว่า 9% ซึ่งแม้จะมีอุปสรรครอบด้านแต่ภาพรวมตลอดทั้งปียังมีการเติบโตจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าสำคัญในช่วงไตรมาส 1-3
คาดการณ์ว่า ส่งออกในปี 2569 ยังคงมีโอกาสเติบโตแบบชะลอตัวที่ 2-4% มูลค่าประมาณ 3.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (จากเดิมคาดไว้ที่ 0-2%) แม้จะมีอุปสรรคทั้งภายในและภายนอก โดยเฉพาะสภาพตลาดที่ค่อนข้างตึงตัวจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และตัวเลขส่งออกปีที่ผ่านมาขยายตัวในอัตราที่สูง แต่บางอุตสาหกรรมหลักยังมีแนวโน้มเป็นขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้ากลุ่มอิเล็กทรนิกส์ สินค้าอาหารและเกษตรแปรรูป สินค้ายางรพารา กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้ากาแฟ และชิ้นส่วนยานยนต์
โดยปัจจัยเสี่ยงและความผันผวนที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในปี 2569 ได้แก่ ปัจจัยภายใน ได้แก่ 1) ความต่อเนื่องของนโยบายการเมืองต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ 2) ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอาทิ ค่าแรงขั้นต่ำ 3) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อซัพพลายเชนและมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ 4) ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง และความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าสุวรรณภูมิ และ 5) ปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
ขณะที่ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ 1) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย ซ้ำเติมด้วยปัญหา Geo-economic ทำให้เพิ่มความรุนแรงมากขึ้น 2) US Reciprocal Tariff เริ่มส่งผลกระทบทั่วโลกรวมถึงไทยโดยมีผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาเงื่อนไข Transshipment ที่ยังไม่ชัดเจนในหลายประเทศ รวมถึงมาตรการตอบโต้ทางภาษีของประเทศอื่นที่ทยอยบังคับใช้ อาทิ เม็กซิโก 3) สินค้าจากจีน มีโอกาสทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น (China Influx) ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนโดยตรง และการส่งออกมาขายหรือส่งผ่านไปยังประเทศที่ 3 และ 4) ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อเนื่องในปี 2026 ซึ่งจะกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะกำไรที่ลดลงและการต่อรองราคาของผู้ซื้อ
อีกทั้ง ยังต้องจับตาคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในคดีว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 14 มกราคมนี้ ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด โดยหากศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการดังกล่าว คาดว่าควรมีการประกาศไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าขณะนี้อาจอยู่ระหว่างการเตรียมแนวทางรองรับ เนื่องจากการยกเลิกจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ และอาจต้องคืนเงินให้แก่ประเทศผู้ส่งออกทั่วโลก ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ น่าจะให้น้ำหนักต่อผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลักมากกว่า
พร้อมคาดการณ์ว่า ในปี 2569 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า เนื่องจากยังได้รับแรงหนุนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะ 1.ราคาทองคำในตลาดโลกที่ยังมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และทยอยปรับลดอัตราดอกเบียตลอดปี 2569 / 2.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง จึงอยากฝากไปยังรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้กำกับดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อทำให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ อาทิ การรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับทิศทางค่าเงินของภูมิภาค /ส่งเสริมการใช้ Local Content เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศมากขึ้น เร่งรัดการเจรจาเกณฑ์การใช้ Local content / Regional Value Content (RVC) กับสหรัฐฯให้แล้วเสร็จโดยเร็ว /เร่งขยายโอกาส กำหนดตำแหน่งของไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ผ่านการเจรจาความตกลง FTA ที่ครอบคลุม /ขยายตลาดเดิม เสริมการหาตลาดใหม่เชิงรุก / เพิ่มความเข้มงวดและกำกับดูแลสินค้านำเข้า ทั้งในรูปของการค้าปกติและการค้าในรูปแบบออนไลน์ / และ Green Economy & Sustainable
นอกจากนี้ ยังฝากถึงพรรคการเมืองหรือรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาว่า มีความกังวลและไม่อยากให้ใช้นโยบาย “ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ” มาเป็นนโยบายในการหาเสียง เพราะจะซ้ำเติมผู้ประกอบการไทยทำให้ต้นทุนการประกอบกิจการสูงขึ้น พร้อมคาดหวังว่าในปี 2569 นี้ จะค่าแรงจะไม่ขยับมากขึ้นไปกว่านี้ เนื่องจากปัจจุบันเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำ แสดงว่าค่าครองชีพไม่อยู่ในระดับสูงมาก ดังนั้นจึงมองว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงนี้ยังไม่เหมาะสม รวมถึงไม่ควรใช้นโยบายแจกเงิน
ส่วนเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการ คือ 1.เดินหน้านโยบายเศรษฐกิจเดิมที่ดีอยู่แล้ว ดูว่าหากเหมาะสมให้ทำต่อ /2.ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย /3. ดูแลเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB